ตอนที่ 9
ตกลงคันนะเห็นตาที่สามของเจ้าแมวมั้ยนะ? เธอเหลียวไปมองเพื่อจะลอบดูสีหน้าของน้องสาว ทว่าคันนะไม่ได้มองแมวอยู่ เธอกำลังแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าเบื้องบนแทน
“คันนะ?”
“ไม่มีอะไรค่ะพี่ พี่ว่ายังไงนะคะ? เอ๊ะ นั่นแมวนี่…”
ในที่สุด ดูเหมือนคันนะจะเห็นแมวตัวนั้นแล้วเธอชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็วิ่งไปหาคุณหนูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“นี่ใช่แมวของคุณหนูหรือเปล่าคะ? มันอยู่ที่นี่ใช่มั้ยคะ?”
และเมื่อคันนะเอื้อมมือไปลูบคางของมัน เจ้าแมวก็ทำท่าเคลิ้มราวกับว่ามันเป็นแมวจริงๆ ยังไงยังงั้น
เฮนน่าอยากจะวิ่งเข้าไปคว้ามือคันนะออกมาเดี๋ยวนั้นแล้วซ่อนน้องสาวของเธอเอาไว้ แต่ดูเหมือนในตอนนี้จะไม่มีช่องว่างให้เธอแทรกเข้าไประหว่างคนทั้งสองและเจ้าแมวปิศาจตัวนั้น
เหตุผลที่เจ้าแมวปิศาจทำตัวเหมือนแมวธรรมดาคงเป็นเพราะคันนะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของมัน ในขณะที่เฮนน่าเคลื่อนไหวเจ้าแมวก็ขยับตัวทันที และนั่นทำให้เฮนน่าไม่อาจแม้แต่จะขยับตัวได้อีกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาตรึงเท้าของเธอเอาไว้
คันนะเดินตามคุณหนูอีแวนเจลีนเข้าไปในคฤหาสน์อย่างเริงร่าโดยไม่แม้แต่จะเอะใจถึงความหวาดกลัวของพี่สาวแม้แต่น้อย
“พี่คะ ทำไมยังยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ?”
คันนะส่งเสียงเรียกเฮนน่าที่ยังยืนอยู่กับที่ จากนั้นเฮนน่าก็ก้าวเท้าตามเข้าไป
คุณหนูอีแวนเจลีนนั้นเดินขึ้นไปยังชั้นบนเป็นที่เรียบร้อย เธอคงจะเหนื่อยกับเหตุการณ์ในวันนี้ ดังนั้นเฮนน่าจึงจับมือของคันนะแล้วพากันเดินไปยังห้องบนชั้นสามที่อยู่ด้านล่างห้องของคุณหนู เธอรู้สึกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้คันนะก็จะต้องเดินตามคุณหนูไปอย่างแน่นอน
ถ้าจำไม่ผิด ห้องนี้คงจะเป็นห้องของอดีตเคานท์เตส นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้ามาภายในห้องนี้นับตั้งแต่มันถูกปิดใช้งานหลังเจ้าของห้องเสียชีวิตลง
แม้ว่าท่านเคานท์จะเตือนไม่ให้คนรับใช้เข้ามายุ่มย่ามภายในห้องนี้ แต่สภาพโดยรวมของห้องกลับยังดูดีและสะอาดมาก ราวกับว่ามีใครที่คอยมาเช็ดถูดูแลอยู่เป็นประจำ มันจึงเหมือนเป็นห้องที่มีเจ้าของมากกว่าห้องร้าง
ในขณะที่เฮนน่าสำรวจไปรอบๆ ห้อง คันนะก็เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนเรียบร้อย วันนี้เธอคงเหนื่อยมากจริงๆ ที่จริงแล้วเธอเองก็เพิ่งจะมีอาการดีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเด็กที่น่าสงสารอย่างเธอ และเพราะสวมชุดนอนโปร่งสบาย รอยแผลจากคมมีดที่กรีดรอบคอของเธอจึงดูสะดุดตายิ่งขึ้น
“พี่คะ ฉันได้ยินเสียงคุณหนูเดินอยู่ด้านบนด้วยล่ะ”
คันนะที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
เสียงเดิน? เฮนน่าตั้งใจเงี่ยหูฟัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ในตอนกลางคืนคฤหาสน์โรแฮนสันนับว่าเป็นสถานที่ที่เงียบสงบอย่างมาก เข้าขั้นเงียบเหงาวังเวงเลยด้วยซ้ำ แล้วห้องนอนของคุณหนูก็ปูพรมผืนหนา ส่วนตัวคุณหนูก็มีฝีเท้าที่เบาอย่างยิ่ง แบบนี้แล้วทำไมคันนะยังได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอได้อีก?
เฮนน่าแหงนมองขึ้นไปบนเพดานอีกครั้ง เธอเห็นแชนเดอร์เลียสั่นไหวเบาๆ ราวกับถูกลมพัดผ่าน หรือว่าจะเป็นเสียงนี้ที่คันนะได้ยินแล้วเข้าใจผิดไปเอง?
“ไม่ใช่ว่าน้องได้ยินเสียแชนเดอร์เลียเขย่าหรอกเหรอ?”
“อืม? อาจจะใช่ก็ได้ค่ะ แต่ยังไงเราก็โชคดีมากที่ได้อยู่ห้องนี้ พี่ชอบห้องนี้มั้ย?”
“เตียงนอนหลังนี้กว้างมากๆ กว้างจนเรานอนด้วยกันสองคนได้เลย”
คุณหนูอีแวนเจลีนพยายามจะจัดห้องให้กับเฮนน่าแยกกับคันนะอีกหนึ่งห้อง แต่เฮนน่าปฏิเสธอย่างแข็งขันเพราะเธอไม่ต้องการทิ้งน้องสาวให้อยู่ตามลำพังอีก อันที่จริงห้องนี้ของอดีตเคานท์เตสก็ใหญ่กว่าบ้านของเธอเสียอีก มันจึงมีที่พอให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันได้อย่างสบายๆ
หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยเฮนน่าก็สอดตัวเข้าไปนอนข้างๆ คันนะ นานเท่าไหร่แล้วที่ทั้งสองไม่ได้นอนเคียงกันแบบนี้ เธอนึกถึงตอนที่ยังเล็กๆ ที่ทั้งสองนอนเล่นกันในความมืดบนเตียงหลังแคบ ในขณะที่สติของเฮนน่าเริ่มลางเลือน คันนะก็พูดพึมพำบางอย่างขึ้นมา
“พี่คะ หนูขอบคุณพี่มากเลยนะคะที่มาช่วยหนูเอาไว้ พี่รู้มั้ยว่าหนูกลัวจริงๆ”
เฮนน่าบีบมือของคันนะแน่น เธอยังคงรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องสาวต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายนั้นตามลำพัง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ไม่ว่าน้องสาวของเธอจะดูแปลกไปแค่ไหน แต่นั่นไม่สำคัญเลยเพราะเธอก็คือสาวสุดที่รักคนเดียวของเฮนน่าอยู่ดี
…………………………………………………………………
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แผนการณ์ของฉันก็คือพยายามตีสนิทกับคันนะเอาไว้ เพราะฉันไม่ได้อยากจะกลายเป็นนางร้ายที่คอยตามติดพระเอกแจ หรือคลั่งใคล้เขาไม่ลืมหูลืมตาเหมือนในนิยาย ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือต้องผูกมิตรกับนางเอกเอาไว้ ฉันถึงจะหนีจากเส้นทางของนางร้ายไปได้
ฉันขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับคันนะ!
ดูจากที่เธอถูกลักพาตัวไปทำร้ายขนาดนั้นตั้งแต่ซีนแรกที่พบกับพระเอก ก็แสดงว่าเหตุการณ์ต่อๆ ไปน่าจะยิ่งหนักข้อขึ้น และคันนะคงต้องรับมือกับความลำบากอีกมาก ดังนั้นฉันจึงขอให้เธอมาอยู่ที่คฤหาสน์แห่งนี้ด้วยกัน จะได้คอยดูแลเธออย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรจะได้แก้ไขได้ทันรวมถึงเฮนน่าก็ด้วย
ฉันกะว่าจะแจ้งให้ท่านเคานท์ทราบเรื่องที่เด็กสาวทั้งสองย้ายมาอยู่ในห้องที่ชั้นสาม แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรีบร้อนออกไปทำธุระข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่ ฉันว่าฉันเห็นไฟเปิดที่ห้องของเขาเมื่อคืนนี้นะ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่เสียแล้ว? หรือว่าเขาทำงานทั้งคืนไม่หลับไม่นอนแล้วก็ออกจากบ้านไป?
ในขณะที่ฉันเอาแต่จ้องไปที่พ่อบ้านโดยไม่พูดอะไรสักคำเดียว พ่อบ้านได้แต่ก้มหัวลงพร้อมกล่าวคำขอโทษไม่หยุด นี่ฉันก็ไม่ได้เอาความโกรธมาลงกับพ่อบ้านเสียหน่อย ทำไมเขาถึงมาขอโทษขอโพยขนาดนี้ โน่น คนผิดคือท่านเคานท์ต่างหาก!
“ถ้าหากฉันมีเรื่องที่ต้องการบอกเมื่อไหร่ ฉันก็จะบอกเอง”
เฮนน่าบอกว่าเธอจะเป็นคนอธิบายให้พ่อบ้านฟังเอง และพ่อบ้านก็เสนอให้ฉันเขียนจดหมายเพื่อแจ้งแก่ท่านเคานท์แทนที่จะบอกเขากับปาก ยังดีที่ในตอนนี้ฉันสามารถอ่านเขียนภาษาของโลกนี้ได้แล้ว ฉันจึงฉีกหน้ากระดาษจากสมุดไดอารี่ของเคานท์เตสออกมาหน้าหนึ่งเพื่อแนบไปกับจดหมาย ในนั้นมีคำด่าของเคานท์เตสที่เขียนถึงชายใจร้ายผู้หลอกลวงให้เธอมาแต่งงานด้วยไว้อย่างเผ็ดร้อน หลังปิดผนึกจดหมายเสร็จฉันก็ส่งมันให้กับพ่อบ้าน
“ห้ามขโมยอ่านโดยเด็ดขาด แค่ส่งไปให้ท่านเคานท์ก็พอ อย่าลืมล่ะ”
ฉันกลัวว่าถ้าเกิดพ่อบ้านได้เห็นกระดาษที่เขียนแต่คำด่าท่านเคานท์ของอดีตเคานท์เตส เขาจะต้องแอบหยิบมันออกไปอย่างแน่นอนจึงต้องขู่กำชับให้เขาอย่ายุ่งกับจดหมายของฉันโดยเด็ดขาด
ฉันคิดว่าแค่วันเดียวจดหมายก็น่าจะไปถึงแต่นี่กลับใช้เวลาถึง 3 วันเต็ม จากนั้นท่านเคานท์ก็เขียนตอบกลับมาสั้นๆ ว่าอยากทำอะไรก็ทำไป พร้อมแจ้งว่านับแต่นี้ถ้าต้องการอะไรก็ให้บอกพ่อบ้านได้เลยไม่ต้องเขียนจดหมายมาแจ้งเขาอีก นี่ใจคอเขาจะไม่ยอมพูดกับฉันซึ่งๆ หน้าสักครั้งเลยเชียวเหรอ?
วันรุ่งขึ้น ห้องของท่านเคานท์เปิดไฟสว่างนี่แสดงว่าเขากลับมาแล้ว แต่ฉันไม่ได้ไปพบเพื่อทักทายหรือกล่าวต้อนรับเขาอีกเพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ได้แค่ยืนอยู่หน้าประตูห้องของเขาอยู่ดี
เมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้คันนะและเฮนน่าซึ่งอยู่ในห้องชั้นสามด้วยความอกสั่นขวัญแขวนถึงสี่วันฟัง คันนะก็แสดงความโล่งใจออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนเฮนน่ายังคงมีสีหน้าไม่สบายใจเคลือบอยู่ หรือเพราะคันนะเป็นนางเอกของเรื่องนี้ความคิดจิตใจของเธอถึงได้พิเศษกว่าคนอื่น
………………………………………………………………………………………
“คุณคะ…ได้โปรดรับประทานอาหารสักนิดเถอะค่ะ นี่คุณขังตัวเองอยู่ในห้องมาสามวันแล้วนะคะ”
ฉันได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงเรียก แต่ไม่มีเวลาจะไปให้ความสนใจเรื่องพวกนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นคนเคาะประตูนั่นก็ไม่สำคัญสักนิด
ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวคือการวาดภาพนี้ให้สำเร็จ ฉันใช้ไฟเผาผืนผ้าใบจนปรากฏรอยไหม้ขึ้น สิ่งที่ฉันต้องการก็คือการรังสรรค์ภาพทูตสวรรค์ที่มีปีกสีเถ้าและมงกุฎแห่งแสงสว่างที่เรืองรองอยู่เหนือหัวของเขา
ฉันเป็นศิลปินที่วาดรูปขายมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเข้าสู่วงการใหม่ๆ ใครๆ ก็บอกว่าฉันคืออัจฉริยะแต่ไม่นานพวกเขาก็หันหลังให้ฉัน เพราะสไตล์การวาดรูปของฉันไม่เข้าตาพวกชนชั้นสูง ทุกวันนี้ฉันจึงเป็นได้แค่ตัวเหลือบไรที่เกาะเมียกินไปวันๆ แต่หลังจากงานผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นนี้เสร็จสิ้น ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไป ฉันจะต้องเร่งวาดมันให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
ในขณะที่ฉันเดินเล่นฆ่าเวลาไปรอบๆ หมู่บ้านเพื่อหาแรงบันดาลใจ ก็บังเอิญได้ไปพบกับเพลิงไหม้ที่บ้านหลังหนึ่ง เพลิงนั้นโชติช่วงชัชวาลย์ราวแสงอาทิตย์ ที่นั่นมีอัศวินในชุดสีขาวคอยควบคุมเหตุการณ์อยู่ และฉันได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้นว่า “ฉันเห็นทูตสวรรค์”
เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมฝูงชนจำนวนมากด้วยอัศวินเพียงไม่กี่นาย ดังนั้นฉันจึงมีโอกาศได้เข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุ และนั่นเอง ฉันก็ได้เห็น ทูตสวรรค์ที่บนพื้นนั่น จากนั้นความคิดจิตใจของฉันก็มีเพียงสิ่งเดียวคือวาดภาพนั้นออกมา
ฉันมุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมคว้าแปรงแล้วเริ่มต้นลงมือวาดทันทีโดยไม่ต้องร่างแบบแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้ฉันจะต้องวาดมันให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะลืมรายละเอียดของภาพนั้น อย่าว่าแต่กินข้าวเลย ต่อให้ต้องตายเขาก็จะไม่ยอมหยุดมือโดยเด็ดขาด
ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ยิ่งวาดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนภาพนี้ขาดบางสิ่งไป หรือว่าความสามารถของฉันจะไม่ถึงขั้นจริงๆ จึงไม่สามารถวาดภาพนี้ออกมาได้ ในขณะที่กำลังเครียดฉันก็เผลอกัดนิ้วมือตัวเองจนเลือดออก กลิ่นคาวเลือดที่โชยออกมาได้กระตุ้นบางสิ่งในร่างของฉัน ใช่แล้วสิ่งนี้นี่เองที่ขาดหายไป
จากนั้นเขาก็ใช้มีดแทงไปที่ต้นขาของตัวเองเพื่อให้เลือดไหลนอง แล้วเขาก็ใช้เลือดของตัวเองละเลงลงบนผืนผ้าใบ ในตอนนี้ผลงานมาสเตอร์ของเขาสมบูรณ์แล้ว
……………………………………………………………………..
เสร็จแล้ว!
ในขณะที่ฉันกำลังง่วนอยู่กับกองกระดาษ คันนะก็โผล่มาจากข้างหลัง
“คุณหนูกำลังเขียนอะไรอยู่เหรอคะ? ทำไมฉันอ่านไม่ออกเลย”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ฟู่ เกือบไปแล้ว ฉันคิดว่าหัวใจจะหยุดเต้นแล้วเสียอีกในตอนที่กำลังโฟกัสกับการเขียน ฉันไม่รู้เลยว่าคันนะเข้ามายืนอยู่ที่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่
ฉันเอามือปิดกระดาษไว้แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เขียนอยู่บนนั้นก็คือแผนการเอาตัวรอดจากเส้นทางของนางร้ายที่ฉันเค้นสมองคิดแทบตายอยู่สองวันสองคืน ไม่ว่าใครจะเห็นก็ช่างแต่จะให้คันนะซึ่งเป็นนางเอกของเรื่องเห็นไม่ได้โดยเด็ดขาด ยังดีที่ฉันเขียนเป็นภาษาเกาหลีเธอจึงอ่านไม่ออก
“คันนะ ห้ามเสียมารยาทกับคุณหนู”
“คุณหนูเอ็นดูฉันจะตายไป”
เฮนน่าที่เข้าห้องมาพร้อมกับถาดอาหารสำหรับทั้งสองคนส่งเสียงดุคันนะที่กำลังเกาะติดฉันเป็นตังเม ความที่ฉันไม่อยากลงไปกินข้าวในห้องอาหารก็เลยสั่งให้ห้องครัวจัดเตรียมอาหารสำหรับสองที่เพื่อกินกันในห้องกับคันนะแทน
“จะดีแค่ไหนถ้าเธอมาทานอาหารพร้อมกับพวกเรา”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ กินที่ห้องครัวก็ดีอยู่แล้ว”
ฉันเคยชวนเฮนน่าให้มากินข้าวด้วยกันสามคน แต่เธอปฏิเสธ ดังนั้นฉันจึงแสร้งทำเป็นป่วยตั้งแต่นั้นเพื่อจะได้กินข้าวกับคันนะในห้องกันสองคน
“ฉันกินจุขึ้น”
หลังกินข้าวคำโตฉันก็ดื่มน้ำชาตามพร้อมถอนหายใจ
การได้กินข้าวร่วมกับคันนะที่กินเก่งทำให้ฉันกินข้าวได้มากขึ้นตามไปด้วย
การทำให้คนอยากอาหารทั้งๆ ที่เคยเบื่ออาหารมาก่อน…หรือว่านี่ก็คืออีกความสามารถพิเศษของนางเอก? ถ้าอย่างนั้นในชีวิตจริงพวกทำคลิปสวาปามอาหารก็มีสกิลนี้แบบเต็มเปี่ยมเลยล่ะ
“คุณหนูคะ มีจดหมายถึงคุณหนูค่ะ”
จบตอนที่ 9
………………………………………………………………………………………
ทิ้งท้ายจาก Unnie
ผลงานการแปลของ Unnie ตั้งใจเพื่อแบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ จากนิยายที่เพื่อนๆ ชื่นชอบแต่ไม่สามารถหาอ่านเวอร์ชั่นภาษาไทยได้ สำหรับการแปล Unnie ตั้งใจเรียบเรียงสุดความสามารถในเวลาอันจำกัด หากมีข้อผิดพลาดหรือแปลผิดตรงไหนอย่างไร Unnie ต้องขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยจ้า
ขอให้สนุกทุกตัวอักษรนะคะ ^___^
…………………………………………………………………………………………
.
ปล. เจอ LC เรื่องนี้สามารถแจ้ง Unnie ได้ตลอดเวลา หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการแจ้งให้เอาลงก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ทางช่องทาง Fanpage หรือทางคอมเม้นต์ได้เลยนะคะ Unnie จะดำเนินการให้โดยเร็วที่สุดค่ะ


ใส่ความเห็น